เพชรบุรี–ชะอำ: ทำเลทองริมอ่าวไทย โอกาสลงทุนอสังหาฯ ที่ไม่ควรมองข้าม ปี 2568
จังหวัดเพชรบุรีและอำเภอชะอำถือเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจับตามองที่สุดในแนวชายฝั่งอ่าวไทย ด้วยทำเลที่ตั้งเพียงราว 170 กิโลเมตรทางใต้ของกรุงเทพฯ ทั้งยังอยู่บนเส้นทางหลวงและเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังหัวหินและประจวบคีรีขันธ์ ทำให้พื้นที่แห่งนี้ดึงดูดทั้งชาวกรุงเทพฯ ที่ต้องการบ้านพักตากอากาศ นักลงทุนในประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติที่มองหาที่อยู่อาศัยระยะยาวในราคาที่สมเหตุสมผลกว่าพัทยาหรือภูเก็ตอย่างเห็นได้ชัด
ข่าวและสถานการณ์ล่าสุด
ท่ามกลางภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ที่เผชิญแรงกดดันอย่างหนักในตลาดแมสโปรดักต์ รายงานจาก Nation Thailand ระบุว่า ยอดขายที่อยู่อาศัยใหม่ทั่วประเทศในครึ่งแรกของปี 2568 ดิ่งลงถึง 49% เหลือเพียง 28,884 หน่วย ขณะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อสำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทพุ่งสูงถึง 70% และมีคอนโดมิเนียมค้างสต็อกในกรุงเทพฯ สูงถึงราว 235,000 หน่วย
อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาฯ ในแนวชายฝั่งอ่าวไทยภาคกลาง โดยเฉพาะแนวเพชรบุรี–หัวหิน–ประจวบคีรีขันธ์ กลับฉายแววต้านกระแส Nation Thailand รายงานว่า การโอนกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อต่างชาติในแนวหัวหินและปริมณฑลพุ่งสูงถึง 66% และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาอสังหาฯ ในตลาดภูมิภาคเหล่านี้จะเติบโตปีละ 8–10% ไปจนถึงปี 2569 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของกรุงเทพฯ ที่อยู่ที่ 5–7% อย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้คือแนวโน้มของผู้ซื้อต่างชาติที่เริ่มเปลี่ยนจากการซื้อเพื่อพักตากอากาศระยะสั้น ไปสู่การตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยจริงในระยะยาว
ในตลาดปัจจุบัน ข้อมูลจากพอร์ทัลอสังหาฯ ชั้นนำระบุว่า มีอสังหาริมทรัพย์ในอำเภอชะอำกว่า 880 รายการที่เปิดขายอยู่ในขณะนี้ ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ วิลล่า และที่ดินเปล่า โดยราคากลางของอสังหาฯ ในชะอำอยู่ที่ประมาณ 5.5 ล้านบาท ส่วนราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ราว 90,700 บาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดกรุงเทพฯ และภูเก็ตอย่างมีนัยสำคัญ
ทำเลและโซนน่าลงทุนในเพชรบุรี
ชะอำเหนือและริมหาดชะอำ — พื้นที่ชายทะเลโซนนี้ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่ชาวกรุงเทพฯ ที่ต้องการบ้านพักตากอากาศสุดสัปดาห์ โครงการวิลล่าพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์นห่างจากหาดเพียง 900 เมตร ราคาเริ่มต้นเปิดตัวในปี 2568 โดยมีทั้งรูปแบบเพื่ออยู่เองและเพื่อปล่อยเช่ารายวัน
ชะอำใต้และแนวเชื่อมต่อหัวหิน — บริเวณรอยต่อระหว่างชะอำและหัวหินเป็นโซนที่นักลงทุนระยะยาวให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากโครงการสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งสองฝั่งสามารถใช้ร่วมกันได้ ทำให้มูลค่าที่ดินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามฝั่งหัวหิน
เขาหลวงและพื้นที่ในตัวเมืองเพชรบุรี — บริเวณรอบอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเขาหลวงกำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยชิดธรรมชาติ โดยเฉพาะบ้านสวนและฟาร์มสเตย์ที่มีราคาที่ดินต่ำกว่าบริเวณชายทะเล
บ้านแหลมและอ่าวเขียว — โซนอ่าวทางเหนือของจังหวัดซึ่งยังมีราคาที่ดินต่ำกว่าบริเวณชะอำ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อเก็งกำไรระยะกลาง และกลุ่มที่สนใจพัฒนาธุรกิจโฮมสเตย์หรือรีสอร์ทขนาดเล็ก
แนวถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) — อสังหาฯ เชิงพาณิชย์ริมถนนสายหลักยังเป็นที่ต้องการจากธุรกิจค้าปลีก โลจิสติกส์ และบริการต่างๆ ที่รองรับการเติบโตของประชากรและนักท่องเที่ยวในพื้นที่
แนวโน้มราคาและโอกาสการลงทุน
ราคาคอนโดมิเนียมและวิลล่าในชะอำยังอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ โดยคอนโดมิเนียมริมหาดในแนว "luxury hotel-style" อย่างโครงการ Sunshine Prestige ที่แล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2568 มีราคาเริ่มต้นที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับหัวหินหรือพัทยา ขณะที่บ้านเดี่ยวระดับกลางมีราคากลางอยู่ที่ราว 7.6 ล้านบาท หรือประมาณ 37,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าตลาดชายทะเลยอดนิยมอื่นๆ ในไทย
กลุ่มผู้ซื้อหลักในพื้นที่ประกอบด้วยสามกลุ่มหลัก ได้แก่ ชาวกรุงเทพฯ วัยทำงานที่ต้องการบ้านพักตากอากาศในระยะขับรถ 2 ชั่วโมง กลุ่มผู้เกษียณอายุชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการสภาพแวดล้อมสงบริมทะเลในราคาที่สมเหตุสมผล และนักลงทุนที่มองหารายได้จากการปล่อยเช่ารายวันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอัตราค่าเช่ารายเดือนเฉลี่ยในชะอำอยู่ที่ราว 53,100 บาทต่อเดือน ส่วนบ้านพักขนาด 3 ห้องนอนมีค่าเช่าเฉลี่ยที่ราว 62,100 บาทต่อเดือน
ในระดับมหภาค ตลาดอสังหาฯ ไทยโดยรวมมีมูลค่าประมาณ 58.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 77.15 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CAGR) ที่ 5.59% ต่อปี โดยตลาดภูมิภาคชายทะเลอย่างเพชรบุรี-ชะอำ มีโอกาสเติบโตได้เร็วกว่าค่าเฉลี่ย หากอิงตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นในฝั่งหัวหิน
สรุปสำหรับผู้ซื้อและนักลงทุน
สำหรับผู้ที่พิจารณาลงทุนหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเพชรบุรีและชะอำ จุดแข็งที่สำคัญที่สุดคือราคาที่ยังต่ำกว่าตลาดชายทะเลอื่นๆ ประกอบกับศักยภาพการเติบโตที่ชัดเจนตามแนวเพชรบุรี–หัวหินที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ซื้อต่างชาติมากขึ้น ควรพิจารณาเลือกโซนที่อยู่ใกล้ชายหาดหรืออยู่ในแนวเชื่อมต่อกับหัวหินซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานสมบูรณ์กว่า
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังสภาวะตลาดสินเชื่อที่ยังตึงตัว และศึกษาโครงการให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะโครงการพรีเซลล์จากผู้พัฒนาขนาดเล็กที่ยังไม่มีประวัติการส่งมอบที่ชัดเจน ทำเลริมหาดและโครงการจากผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสินทรัพย์คุณภาพในระยะยาว
ที่มาข้อมูล: Nation Thailand
ภาพประกอบ: "Cha-am, Cha-am District, Phetchaburi, Thailand - panoramio" โดย Thaweesak Churasri เผยแพร่บน Wikimedia Commons ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY 3.0 — ภาพต้นฉบับถูกปรับขนาดและแปลงเป็นไฟล์ WebP เพื่อใช้บนเว็บไซต์